태국과학·기술·산업📰 카오솟 (태국어)최종 60.5
รมว.คลัง ชี้โลกเผชิญ 5 เสี่ยง ทั้งสงครามการค้า ดอกเบี้ยสูง AI ภูมิอากาศแปรปรวน วิกฤตพลังงาน เร่งช่วยคนตัวเล็กตรงเป้า ดึงทุนอุตฯ แห่งอนาคต นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนา…
검토: 자동 경고 없음
근거 출처 3개 보기
- 카오솟 (태국어) — ‘เอกนิติ’ ชี้ 5 คลื่นยักษ์ถล่มศก. เร่งอุดรอยรั่วการคลัง-พลิกประเทศสู่พลังงานสะอาด [한국어 번역]
รมว.คลัง ชี้โลกเผชิญ 5 เสี่ยง ทั้งสงครามการค้า ดอกเบี้ยสูง AI ภูมิอากาศแปรปรวน วิกฤตพลังงาน เร่งช่วยคนตัวเล็กตรงเป้า ดึงทุนอุตฯ แห่งอนาคต นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Thailand Next Economy 2027: อนาคตเศรษฐกิจไทย” จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจว่า เศรษฐกิจไทยเปรียบเสมือนเรือลําเล็กที่เผชิญคลื่นลมผันผวน โดยเศรษฐกิจโลกมีความเสี่ยงสําคัญ 5 ด้าน ได้แก่ โลกแตกขั้วและสงครามการค้า อัตราดอกเบี้ยสูง เทคโนโลยี AI การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และวิกฤตพลังงาน ซึ่งอาจกระทบเศรษฐกิจไทยได้ตลอดเวลา นายเอกนิติกล่าวว่า อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 10 ปี สูงกว่า 5% ขณะที่ของไทยอยู่ที่ประมาณ 2.4% สะท้อนความแตกต่างด้านต้นทุนการกู้ยืม โดยไทยได้ประโยชน์จากการรักษาวินัยการคลัง ส่งผลให้บริษัทจัดอันดับความน่าเชื่อถือปรับมุมมองของไทยจากเชิงลบเป็นมีเสถียรภาพ ช่วยรักษาความเชื่อมั่นและลดต้นทุนการกู้ยืมของภาครัฐและเอกชน รัฐบาลจึงต้องรักษาวินัยการคลัง ควบคุมการขาดดุล และบริหารงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการอุดรอยรั่วทางเศรษฐกิจ ทั้งหนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะ พร้อมใช้งบประมาณที่มีจํากัดช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางและผู้ประกอบการรายย่อยอย่างตรงเป้าหมาย โดยเปลี่ยนจากการช่วยเหลือระยะสั้นเป็นการเพิ่มศักยภาพในการสร้างรายได้ระยะยาว หนึ่งในแนวทางสําคัญคือ [...]
- webmaster@thaipbs.or.th — "เอกนิติ" ดันไทยสู่ Second Take-off รับมือ 5 คลื่นมรสุมโลก เร่งอุดรอยรั่วเศรษฐกิจ [한국어 번역]
วันนี้ (22 ต.ค.2569) นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Thailand Next Economy 2027: อนาคตเศรษฐกิจไทย” ในงาน CEO Econmass Awards 2026 ระบุว่า การที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ จัดการประชุมประจําปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) และกลุ่มธนาคารโลก (World Bank Group Annual Meetings 2026) สะท้อนศักยภาพและบทบาทของไทยบนเวทีโลก โดยได้รับความสนใจจากนานาประเทศ ทั้งด้านการจัดงาน วัฒนธรรม และโอกาสการลงทุน โดยกางยุทธศาสตร์ Thailand Next Economy 2027 มุ่งผลักดันเศรษฐกิจไทยสู่ Second Take-off หรือการทะยานขึ้นรอบใหม่ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก 5 ด้าน ทั้งความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ สงครามการค้า ต้นทุนทางการเงินสูง การเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี AI และความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ พร้อมเร่งแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง รักษาวินัยการคลัง ช่วยเหลือประชาชนตรงกลุ่ม เปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และลงทุนพัฒนาทักษะแรงงาน เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน รมว.คลัง กล่าวต่อว่า เศรษฐกิจโลกกําลังเผชิญความไม่แน่นอนสูง โดยมี 5 ความเสี่ยงสําคัญ ได้แก่ 1.ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้า 2.อัตราดอกเบี้ยและต้นทุนทางการเงินที่อยู่ในระดับสูง 3.แรงกดดันต่อฐานะการคลังและต้นทุนการกู้ยืมของประเทศ 4.การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI และ 5.ความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศและภัยพิบัติ ซึ่งล้วนส่งผลต่อเศรษฐกิจ การค้า และการลงทุนทั่วโลก สําหรับไทยต้องเร่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมานาน เปรียบเสมือนเรือที่ต้องอุดรอยรั่ว ก่อนเผชิญคลื่นลมแรง ทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือน หนี้สาธารณะ และข้อจํากัดด้านทรัพยากรภาครัฐ พร้อมใช้เครื่องมือประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า และจัดสรรงบประมาณให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยรักษาวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อตลาดเงิน ตลาดทุน และนักลงทุน ในภาวะที่เศรษฐกิจโลกผันผวน ประเทศไทยเปรียบเสมือนเรือลําเล็ก ที่ต้องเผชิญคลื่นลมแรง จึงจําเป็นต้องมีเครื่องมือประเมินความเสี่ยงล่วงหน้า และต้องอุดรอยรั่วจากปัญหาที่สะสมมาในอดีต โดยเฉพาะหนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะ ชูช่วยเหลือตรงกลุ่ม ใช้ AI เพิ่มโอกาสคนตัวเล็ก นายเอกนิติ กล่าวว่า การช่วยเหลือประชาชนต้องเน้นกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อย ซึ่งได้รับผลกระทบจากความผันผวนทางเศรษฐกิจมากกว่ากลุ่มอื่น เนื่องจากงบประมาณภาครัฐมีจํากัด จึงไม่สามารถใช้มาตรการเดียวกันช่วยเหลือทุกกลุ่มได้ แต่ต้องใช้นโยบายแบบมุ่งเป้า (Targeted Policy) ควบคู่กับการสร้างโอกาสเพิ่มรายได้ในระยะยาว หนึ่งในแนวทางสําคัญคือการนํา AI มาใช้ช่วยผู้ประกอบการรายย่อยผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส โดยเฉพาะเครื่องมือ "นกกระซิบ" ที่ช่วยวิเคราะห์ยอดขายและรายได้ย้อนหลัง 4–5 เดือน เพื่อให้พ่อค้าแม่ค้าวางแผนธุรกิจได้ดีขึ้น และใช้ข้อมูลประกอบการขอสินเชื่อ จากสถาบันการเงิน สอดคล้องกับแนวคิด Small AI ที่เน้นเทคโนโลยีเข้าถึงง่าย ไม่ต้องลงทุนสูง แต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพให้ธุรกิจขนาดเล็กได้จริง สําหรับความเสี่ยงด้านพลังงาน นายเอกนิติ ระบุว่า ไทยยังพึ่งพาการนําเข้าน้ํามันและก๊าซธรรมชาติในสัดส่วนสูง ทําให้ได้รับผลกระทบโดยตรง เมื่อราคาพลังงานโลกเพิ่มขึ้น รัฐบาลจึงต้องเร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด แทนการพึ่งพามาตรการอุดหนุนราคาเพียงอย่างเดียว รัฐบาลเตรียมเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณามาตรการส่งเสริมการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในวันที่ 26 ต.ค.2569 เพื่อให้ครัวเรือนผลิตไฟฟ้าใช้เอง ลดภาระค่าไฟฟ้า และต่อยอดการขายไฟฟ้าส่วนเกินให้การไฟฟ้า โดยเบื้องต้นวางกรอบระยะเวลาไว้ 20 ปี พร้อมให้สถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธนาคารออมสิน และธนาคารอาคารสงเคราะห์ สนับสนุนแหล่งเงินทุนแก่ประชาชนที่มีข้อจํากัดด้านเงินลงทุน ควบคู่กับการพัฒนาระบบสายส่ง และสมาร์ทมิเตอร์รองรับการใช้พลังงานสะอาด ลงทุนคน–ดึงทุนต่างชาติ ปูทางเศรษฐกิจรอบใหม่ นายเอกนิติ กล่าวว่า การลงทุนด้านการศึกษาและการพัฒนาทักษะแรงงาน เป็นหัวใจสําคัญของการสร้างเศรษฐกิจรอบใหม่ เพราะช่วยเพิ่มผลิตภาพและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยไทยยังมีโอกาสดึงดูดการลงทุนจากต่างชาติ จากจุดแข็งด้านความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ และโครงสร้างพื้นฐานที่มีอยู่ ยกตัวอย่างการลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารมูลค่า 23,000 ล้านบาท ซึ่งสะท้อนศักยภาพของไทยในการเป็นฐานการผลิตอาหาร โดยรัฐบาลประสานความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยเพื่อฝึกอบรมแรงงาน ให้ตรงกับความต้องการของภาคธุรกิจ ผ่านแนวทาง Skill Bridge ที่เชื่อมโยงการศึกษาเข้ากับตลาดแรงงาน แม้แรงงานบางส่วนอาจย้ายไปทํางานกับบริษัทอื่นหลังผ่านการฝึกอบรม แต่ถือเป็นการยกระดับทักษะแรงงานไทยโดยรวม และช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ทั้งนี้การที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุม IMF–World Bank ในปี 2534 เปรียบเสมือนจุดเริ่มต้นของการทะยานขึ้นทางเศรษฐกิจครั้งแรก หรือ First Take-off ก่อนที่ไทยจะเผชิญวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 การกลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้งในปี 2569 จึงเป็นโอกาสสําคัญในการสร้าง Second Take-off โดยต้องเปลี่ยนความเชื่อมั่นจากเวทีโลกให้เป็นการลงทุนจริง พร้อมขับเคลื่อนการปฏิรูปเชิงโครงสร้าง รักษาวินัยการคลัง ลงทุนในคน และเปลี่ยนผ่านพลังงาน เพื่อให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน อ่านข่าว: เอกชนชี้เศรษฐกิจไทยโตแบบ K-Shape จี้รัฐเร่งปฏิรูป ปราบโกง–สร้างเสถียรภาพ หอการค้าฯ ชี้เวที IMF–World Bank ดึงเงินลงทุนหมื่นล้าน ยกระดับ MSME–ทักษะแรงงาน "ส่งออก" ยังเป็นพระเอกดันเศรษฐกิจ มั่นใจ ปีนี้โต 17.8% แรงหนุนสินค้าอิเล็กทรอนิกส์
- webmaster@thaipbs.or.th — เอกชนชี้เศรษฐกิจไทยโตแบบ K-Shape จี้รัฐเร่งปฏิรูป ปราบโกง–สร้างเสถียรภาพ [한국어 번역]
วันนี้ (22 ต.ค.2569) นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ในงานสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจจัดสัมมนาหัวข้อ New S-Curve Thailand ภายในงาน CEO Econmass Award 2026 ถึงเศรษฐกิจไทย ช่วง 10 เดือนแรกมีทิศทางดีขึ้น จากความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน ผ่านคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน (กรอ.) โดยประเมิน GDP ปี 2569 ขยายตัว 2.1–2.5% ขณะที่การส่งออกคาดเติบโต 18–25% สูงกว่าที่ประเมินไว้ อย่างไรก็ตาม การส่งออกที่เติบโตสูงยังสะท้อนภาวะฟื้นตัวแบบ K-Shape โดยผลประโยชน์ส่วนใหญ่ตกอยู่กับสินค้าไฮเทค และบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และกิจการที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI ขณะที่สินค้าไทยที่มีสัดส่วนวัตถุดิบในประเทศสูง (Local Content) ทั้งสินค้าเกษตร เกษตรแปรรูป และอุตสาหกรรมเบา เติบโตไม่มากนัก ทําให้มูลค่าเพิ่มไม่กระจายสู่ห่วงโซ่การผลิตของไทยอย่างทั่วถึง ภาคเอกชนจึงเสนอให้เร่งผลักดัน 7 อุตสาหกรรมเป้าหมายที่ไทยมีศักยภาพ พร้อมกําหนดสัดส่วนการใช้วัตถุดิบไทยในการร่วมทุนกับต่างชาติไม่น้อยกว่า 40% ประธานหอการค้า กล่าวอีกว่า สภาและ กกร. เสนอ 5 วาระแห่งชาติต่อรัฐบาล ได้แก่ การปราบปรามคอร์รัปชันอย่างจริงจัง การแก้ไขกฎหมายและกฎระเบียบที่ซ้ําซ้อน การลดขั้นตอนอนุมัติและดุลพินิจของเจ้าหน้าที่ด้วยระบบดิจิทัล การปฏิรูปการศึกษาและยกระดับทักษะแรงงาน ตลอดจนการปฏิรูปภาคเกษตรกรรมครบวงจร เพื่อเพิ่มรายได้และกําลังซื้อให้เกษตรกรกว่า 11 ล้านคน พร้อมย้ําว่าประเทศต้องมีเสถียรภาพทางการเมือง ปราศจากการปฏิวัติ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเอื้อต่อการลงทุน ด้าน น.ส.พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า แม้การส่งออกจะขยายตัวได้สูงถึง 17% แต่การฟื้นตัวยังไม่ทั่วถึง โดยกลุ่มขาขึ้นเป็นอุตสาหกรรมไฮเทคและธุรกิจขนาดใหญ่ เช่น อิเล็กทรอนิกส์ รถยนต์ไฟฟ้า AI และ Data Center พลังงานหมุนเวียน และอาหารแห่งอนาคต ขณะที่อุตสาหกรรมดั้งเดิมและเอสเอ็มอียังเผชิญข้อจํากัดด้านเทคโนโลยี กฎเกณฑ์คาร์บอน และการแข่งขันด้านราคา เป็นปัจจัยฉุดให้เศรษฐกิจไทยเติบโตได้เพียง 2.1–2.4% และยังไม่ถึงระดับ 3% ส.อ.ท.จึงเสนอให้ กรอ.เร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่าน 4 ด้าน ได้แก่ 1.Technology Transition นํา AI และนวัตกรรมเพิ่มผลิตภาพและสร้างสินค้ามูลค่าสูง 2.Trade & Investment Transition เชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานโลกและกระจายตลาด 3.Workforce & Skill Transition พัฒนากําลังคนให้มีทักษะรองรับอุตสาหกรรมอนาคต และ 4.Green Transition ปรับตัวสู่เศรษฐกิจสีเขียวและเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยเชื่อว่าหากดําเนินการอย่างจริงจัง จะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและผลักดัน GDP ให้เติบโตแตะ 3% ขณะที่ นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า ในช่วง 10 เดือนที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 25% และมูลค่าการซื้อขายเพิ่มขึ้น 60% เมื่อเทียบกับช่วง 7 ปีก่อน สะท้อนความสนใจของนักลงทุน แม้เผชิญปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม ตลาดทุนยังมีลักษณะ K-Shape โดยธุรกิจขนาดใหญ่เป็นแรงขับเคลื่อนตลาด ขณะที่บริษัทขนาดเล็กได้รับความสนใจและมีปริมาณซื้อขายลดลง ตลท.จึงเร่งผลักดันยุทธศาสตร์ BOI to IPO ชักชวนบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทยภายใต้การส่งเสริมของ BOI ให้ใช้ตลาดทุนไทยเป็นแหล่งระดมทุน เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจและเพิ่มทางเลือกให้ผู้ลงทุนไทย พร้อมชี้ว่าการบูรณาการนโยบายระหว่างหน่วยงานรัฐ เป็นปัจจัยสําคัญในการสร้างอุตสาหกรรมใหม่ โดยยกตัวอย่างจีนที่สามารถประสานความร่วมมือระหว่าง 7 กระทรวงเพื่อขับเคลื่อนนโยบายด้านการเงินเพื่อสิ่งแวดล้อม ด้าน นายธวัชชัย ชีวานนท์ ประธานผู้บริหาร Product & Business Solutions และรองกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จํากัด (มหาชน) กล่าวว่า การสร้าง New Economy ต้องแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างควบคู่กับการพัฒนาอุตสาหกรรมใหม่ ทั้งความเหลื่อมล้ํา หนี้นอกระบบ และเศรษฐกิจนอกระบบ โดยไทยสามารถต่อยอดธุรกิจบริการและการท่องเที่ยว (Hospitality) เพื่อเพิ่มมูลค่าและยกระดับผู้ประกอบการไทย สู่การเป็นผู้นําระดับประเทศและภูมิภาค พร้อมสนับสนุนเงินทุนสําหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานสะอาด และเศรษฐกิจสีเขียว สําหรับปัญหาเอสเอ็มอีเข้าถึงสินเชื่อยาก นายธวัชชัย มองว่า ปัจจัยสําคัญส่วนหนึ่งมาจากการขาดข้อมูลทางการเงินที่โปร่งใส และงบการเงินมาตรฐาน หากผู้ประกอบการมีข้อมูลรายรับ รายจ่าย และยอดขายที่ตรวจสอบได้ จะช่วยให้สถาบันการเงินประเมินความสามารถในการชําระหนี้ และพิจารณาสินเชื่อได้เหมาะสมมากขึ้น พร้อมเสนอให้รัฐและเอกชนกําหนดเป้าหมาย ผู้รับผิดชอบ และกรอบเวลาที่ชัดเจน ติดตามผลอย่างต่อเนื่อง และเน้นลงมือปฏิบัติจริง เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยให้ผ่านพ้นความท้าทายจากเศรษฐกิจโลก อ่านข่าว: "ส่งออก" ยังเป็นพระเอกดันเศรษฐกิจ มั่นใจ ปีนี้โต 17.8% แรงหนุนสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ธปท. ชูเวที IMF-เวิลด์แบงก์ รับมือเศรษฐกิจโลกผันผวน–สกัดภัยการเงินดิจิทัล หอการค้าฯ ชี้เวที IMF–World Bank ดึงเงินลงทุนหมื่นล้าน ยกระดับ MSME–ทักษะแรงงาน