อนุทิน เชื่อส.ส.รู้หน้าที่ ไม่ต้องกําชับลูกพรรคถกงบ70 บอกจะรู้ได้อย่างไรฝ่ายค้านถามนอกประเด็นหรือไม่
อนุทิน เชื่อส.ส.รู้หน้าที่ ไม่ต้องกําชับลูกพรรคถกงบ70 บอ [...]
검토: 자동 경고 없음
근거 출처 5개 보기
- 마티촌 (태국어) — อนุทิน เชื่อส.ส.รู้หน้าที่ ไม่ต้องกําชับลูกพรรคถกงบ70 บอกจะรู้ได้อย่างไรฝ่ายค้านถามนอกประเด็นหรือไม่ [한국어 번역]อนุทิน เชื่อส.ส.รู้หน้าที่ ไม่ต้องกําชับลูกพรรคถกงบ70 บอ [...]
- 마티촌 (태국어) — อนุทิน สู้ศึกงบ70 ถกรมต.-ส.ส.ภท.รับฝ่ายค้านป่วน สกัดใช้เวทีถลก’เอไอ-โกงสอบ’ [한국어 번역]อนุทิน สู้ศึกงบ70 ถกรมต.-ส.ส.ภท.รับฝ่ายค้านป่วน สกัดใช้ [...]
- 마티촌 (태국어) — อนุทิน หัวโต๊ะ ร่วมประชุมพรรคภูมิใจไทย รับมือฝ่ายค้านซักฟอกงบ จับตาใช้เวทีซ้อมไม่ไว้วางใจ [한국어 번역]อนุทิน หัวโต๊ะ ร่วมประชุมพรรคภูมิใจไทย รับมือฝ่ายค้านซั [...]
- webmaster@thaipbs.or.th — "นายกฯ" ไม่กังวลเวทีงบฯ 70 เมินโต้ "ศิริกัญญา" ปมรายการคุยกับ ครม.อนุทิน [한국어 번역]วันนี้ (6 ก.ย.2569) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เปิดเผยถึงกรณีการเตรียมความพร้อม สําหรับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจําปีงบประมาณ พ.ศ.2570 ระหว่างวันที่ 7-9 ก.ย.นี้ โดยยืนยันว่า ไม่ได้มีความกังวลใจแต่อย่างใด หากพรรคฝ่ายค้าน จะใช้เวทีการอภิปรายงบประมาณในครั้งนี้เป็นการซักซ้อมการซักฟอกรัฐบาล พร้อมกันนี้ นายกฯ ชี้แจงถึงกรณีการเลื่อนกําหนดการ ดินเนอร์พรรคร่วมรัฐบาล ณ บ้านพักย่านบางพลี จ.สมุทรปราการ ออกไปก่อน ว่ามีสาเหตุมาจากภารกิจสําคัญเร่งด่วนระดับประเทศ ในการเป็นตัวแทนรัฐบาลไทย เดินทางไปร่วมถวายความเคารพพระบรมศพ สมเด็จพระราชาธิบดีฮารัลด์ที่ 5 แห่งนอร์เวย์ ซึ่งเป็นภารกิจทางการไมตรีระหว่างประเทศ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเหตุผลทางการเมืองภายในแต่อย่างใด อย่างไรก็ตาม นายกฯ ปฏิเสธที่จะตอบคําถามกรณีที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งคําถามเชิงเปรียบเปรยว่าการจัดรายการ "คุยกับ ครม.อนุทิน" ผ่านสถานีโทรทัศน์ของรัฐ เป็นเพราะคะแนนนิยมของรัฐบาลกําลังตกต่ําลงหรือไม่ ทั้งนี้ นายอนุทินมีภารกิจเดินทางเยือนต่างประเทศ อย่างต่อเนื่องตลอดเดือน ก.ย. ได้แก่ นอร์เวย์ ในวันที่ 7 ก.ย. จากนั้นเดินทางไปเวียดนาม ระหว่างวันที่ 14-16 ก.ย. และปิดท้ายด้วยการเดินทางเยือนสหรัฐฯ และ อังกฤษ ระหว่างวันที่ 20-27 ก.ย.นี้ ภูมิใจไทยนัดติวเข้ม สยบข้อกล่าวหาดึงเกมป้อง กกต. ในส่วนของการเตรียมความพร้อมฝั่งพรรคภูมิใจไทย มีรายงานว่า นัดหมายประชุม สส. รัฐมนตรี รวมถึงแกนนําและสมาชิกพรรคในวันอาทิตย์ที่ 6 ก.ย.นี้ เพื่อกําชับบทบาทและการเข้าร่วมประชุมสภาผู้แทนราษฎรในการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจําปี 2570 รวมถึงการเตรียมข้อมูลสําหรับการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันอังคารที่ 8 ก.ย. โดยนายกรัฐมนตรียืนยันว่า สส. และ รัฐมนตรีของพรรคภูมิใจไทย ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถทั้งในบทบาทฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติ เพื่อสยบข้อสังเกตจากฝ่ายการเมืองที่มองว่า การประชุมสภาฯ ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา มีความพยายามดึงเกมและซื้อเวลา ในการพิจารณาญัตติเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อสกัดกั้นไม่ให้เกิดการอภิปรายเจาะลึกปมข้อสงสัย เรื่องการฮั้วเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และเป็นการปกป้องการทํางานของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) "ศุภชัย" ลบโพสต์ธรรมะ หลัง "รักชนก" สวนเดือดปมฮั้ว สว. ขณะเดียวกัน ประเด็นสงครามบนโลกออนไลน์ระหว่าง นายศุภชัย ใจสมุทร สส.พรรคภูมิใจไทย และ น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ยังคงทวีความร้อนแรงอย่างต่อเนื่อง เริ่มจาก นายศุภชัยโพสต์ข้อความคติธรรมผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ระบุ "มุสาวาทาเป็นทางแห่งอกุศล หากประกอบด้วยเจตนาร้ายและก่อความเสียหายหนัก ย่อมมีวิบากหนัก และสามารถเป็นเหตุให้นําไปสู่อบายภูมิได้" ทันทีที่โพสต์ดังกล่าวเผยแพร่ออกไป น.ส.รักชนก เข้าไปคอมเมนต์และแชร์โพสต์ดังกล่าว พร้อมระบุข้อความตอบโต้อย่างดุเดือดว่า หากเป็นเช่นนั้น สส.พรรคภูมิใจไทย คงต้องลงนรกขุมที่ลึกที่สุดทั้งพรรค เนื่องจากออกมาปฏิเสธเรื่องการฮั้วเลือก สว. ทั้งที่รู้อยู่แก่ใจ รวมถึงวิพากษ์วิจารณ์กรณีการนําความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ มาบังหน้าเพื่อดึงเวลาสภาฯ ไม่ให้มีการอภิปรายตรวจสอบ กกต. ในเวลาต่อมา นายศุภชัย ลบโพสต์คติธรรมดังกล่าว ออกจากเฟซบุ๊กส่วนตัวในที่สุด อ่านข่าว : "กัน จอมพลัง" ยิ้มรับ "ทนายตั้ม" คัฟเวอร์แต่ง SWAT จ่อยื่น DSI ปมโควตาสลากคนพิการ สพป.กาฬสินธุ์ สั่งย้ายครูตีเด็ก ป.5 หลังช้ําบวม 11 คน เหตุไม่ส่งการบ้าน อุทาหรณ์ลืมใส่เกียร์ P รถหรูไฟฟ้าไหลข้ามถนนพุ่งตกคลอง อ.บางพลี
- webmaster@thaipbs.or.th — "ปกรณ์" ประเดิมเทปแรก "คุยกับ ครม.อนุทิน" จ่อปรับระบบราชการลดรายจ่ายประจํา [한국어 번역]วันนี้ (5 ก.ย.2569) นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ "คุยกับ ครม.อนุทิน" เทปแรก กล่าวถึงแนวทางการปรับระบบราชการ ว่า ไม่อยากใช้คําว่า "ปฏิรูประบบราชการ" แต่เปลี่ยนเป็น "การพัฒนาประสิทธิภาพระบบราชการ" เนื่องจากกระบวนการปฏิรูประบบราชการแต่ละครั้งเป็นภาพจําของความล้มเหลว มีเพียงการตั้งคณะกรรมการ คณะทํางาน การศึกษาวิจัย มีแต่นโยบายแนวทาง แต่ไม่ลงมือทํา นายปกรณ์ ชี้ว่า ปัจจุบันงบประมาณรายจ่ายประจําเพิ่มสูงถึง 73% จากงบประมาณทั้งประเทศ มีงบลงทุนเพียง 20% ที่เหลือเป็นงบใช้หนี้ หากสามารถปรับลดงบในส่วนที่เกี่ยวข้องกับงบประจําลง และนํามาใช้ในการพัฒนาประเทศมากขึ้น ประเทศจะไปได้ดีกว่านี้หรือไม่ นี่คือสิ่งที่ทุกรัฐบาลคิดมาตลอด แต่ยังไม่มีการลงมือทํา ขณะเดียวกันหากไม่พัฒนาประสิทธิภาพของระบบราชการ ก็จะไม่มีเงินเหลือเพียงพอที่จะพัฒนาประเทศในด้านอื่น ขณะที่ประเทศคู่แข่งหรือประเทศเพื่อนบ้านมีการพัฒนาปรับเปลี่ยนโครงสร้างของระบบราชการ ปรับเปลี่ยนวิธีการทํางานของภาครัฐ จากการเป็นรัฐที่ควบคุมจํากัด กลายเป็นรัฐที่อํานวยความสะดวกในการประกอบธุรกิจของภาคเอกชน เพราะฉะนั้นขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยจะน้อยลงไปเรื่อย ๆ นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้น นายปกรณ์ มองว่า มีอยู่ 3-4 ส่วน คือ การลดอัตรากําลัง รีดไขมันออก ขณะนี้มีเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยทํางานได้แล้ว งานบางอย่างอาจไม่จําเป็นต้องใช้คนจํานวนมากเหมือนเมื่อก่อน เช่นเดียวกับภาคเอกชนประเทศจีน มีการเดินหน้าใช้ AI ทดแทนแรงงานและสร้างงานใหม่ให้กับกลุ่มคนที่ออกไป เพื่อสร้างรายได้ใหม่ สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นแล้ว จึงทําให้เห็นว่าไทยต้องเปลี่ยน ก่อนที่จะตามใครไม่ทัน ส่วนที่ 2 คือกระบวนการทํางานของภาครัฐ ต้องลดขั้นตอนซ้ําซ้อน ไม่ใช่เพียงแต่ลดคน และต้องเพิ่มประสิทธิภาพในการทํางานให้เทียบเท่าเดิม เพื่อทดแทนสิ่งที่หายไป ผลที่จะได้คือจะใช้งบประมาณในส่วนรายจ่ายประจําน้อยลง และจะมีงบในการพัฒนาประเทศจาก 20% สู่ 30% และใช้เตรียมความพร้อมรับมือภัยพิบัติได้ด้วย เรามีการวางโครงสร้างเรื่องการพัฒนาระบบราชการมาอย่างยาวนาน แต่กลับยังไม่ได้รับการพัฒนา สิ่งที่ขาดหายไปคือการลงมือทําจริง แม้จะตั้งสํานักงาน ก.พ.ร.ขึ้นมา ก็ไม่มีการลดจํานวนคน และตําแหน่งที่เพิ่มไม่ใช่การเพิ่มตําแหน่งปฏิบัติการ แต่เพิ่มตําแหน่งผู้กําหนดนโยบาย ตําแหน่งบริหาร จนทําให้หลายหน่วยไม่มีผู้ปฏิบัติงาน แล้วจะเดินได้อย่างไร หัวโตตัวลีบ ไม่มีแรงเดิน นายปกรณ์ กล่าวอีกว่า การปฏิรูประบบราชการสู่การเป็น Digital Government และจะต้องเป็น Open Government เป็นรัฐบาลที่โปร่งใส ไม่มีทุจริต ทุกอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถควบคุมได้ทั้งหมด ซึ่งจะทําให้โกงไม่ได้ การเดินหน้าสู่ Digital Government คือการนําเทคโนโลยีเข้ามาใช้ ไม่ใช่การเพิ่มคนในการทดแทนงานบางอย่างที่อาจไม่จําเป็นต้องใช้คนทํา เช่น การเดินหนังสือ เพราะมีระบบที่สามารถส่งตรงได้ ผ่านการใช้ Agentic AI วิเคราะห์ข้อมูลได้แม่นยํา ด้วยการเชื่อมฐานข้อมูลทั้งหมด เพื่อให้เป็น Digital Government เพราะฐานข้อมูลในปัจจุบันยังไม่เชื่อมกัน และเปลี่ยนจากการสแกนภาพเก็บข้อมูลเป็น Machine-Readable format ซึ่ง AI สามารถวิเคราะห์ได้ ส่วนที่หลายฝ่ายตั้งข้อสังเกตว่า มีการลดจํานวนคน แล้วจะลดประสิทธิภาพในการทํางานนั้น นายปกรณ์ ระบุว่า แต่ละงานไม่เหมือนกัน แต่สิ่งที่คิดอยู่บนพื้นฐานคือระบบราชการไทยจ้างแบบ One Size Fits All ซึ่งมีภารกิจของแต่ละคนทแตกต่างกัน การออกแบบระบบการจ้างจึงต้องแตกต่างกันไป อย่างครู แพทย์ ตํารวจ มีภาระงานตารางเวลาที่ไม่เหมือนกัน แต่กฎหมายไทยถูกออกแบบการจ้างงานของข้าราชการให้เหมือนกัน ไม่สอดรับกับความเป็นจริง สิ่งที่รัฐบาลกําลังทําคือการคงอัตรากําลัง ณ วันที่คณะรัฐมนตรีมีมติ ถือเป็นอัตรากําลังสูงสุดเท่าที่จะมีได้ และหลังจากนี้จะค่อยๆ ทยอยลด โดยใช้สิ่งอื่นเข้ามาทดแทน ทั้งการใช้เทคโนโลยี หรือการจ้างงานรูปแบบอื่น ทดแทนการเป็นข้าราชการ นายปกรณ์ ยังกล่าวถึงกรณีกระแสดรามายกเลิกการจ้างงานตําแหน่ง "บรรณารักษ์" ว่า บรรณารักษ์ เป็นวิชาชีพ ไม่ได้บอกว่าจะยกเลิก แต่หากเกษียณจะไม่มีการบรรจุเพิ่มเป็นข้าราชการ แต่ใช้การจ้างด้วยวิธีอื่น ซึ่งบริบทของห้องสมุดต่างไปจากเดิมที่แต่ก่อนคนจะต้องวิ่งเข้าห้องสมุด แต่ปัจจุบันต้องนําข้อมูลเข้าสู่ระบบให้คนสามารถเข้าถึงได้โดยไม่ต้องเดินทางมา เพราะฉะนั้นจะต้องพัฒนาประสิทธิภาพของวิชาชีพว่าจะไปในทิศทางใด ไม่ใช่อยู่แบบเดิม ส่วนการพัฒนาบริการของรัฐต่อประชาชนให้เป็นศูนย์ One Stop Service นั้น เดิมหน่วยงานใครหน่วยงานมัน ทํางานแบบหนึ่งต่อหนึ่ง แต่จะต้องทํางานแบบ Cross-functional เพราะประชาชนจะมองว่ารัฐเป็นหนึ่งองคาพยพ หากไม่เชื่อมโยงกันจะกลายเป็นภาระกับประชาชน โดยรัฐมีหน้าที่เชื่อมฐานข้อมูลของรัฐเข้าด้วยกัน และเรามีกฎหมายการอนุมัติอนุญาตและการให้บริการภาครัฐของทางราชการแล้ว หรือที่เรียกว่า Super License ซึ่งอยู่ระหว่างการออกแบบระบบและอยู่ระหว่างการหารือของ ก.พ.ร. กับเอกชน ขณะเดียวกันก็พัฒนาระบบโดยให้มีช่องทางแบบ Fast Track นําเข้ามาอยู่ในระบบ จะลดช่องว่างการทุจริต ขณะที่การเดินหน้าคัดกรองกฎหมายซ้ําซ้อน นายปกรณ์ กล่าวว่า อยู่ในนโยบายของรัฐบาลอยู่แล้ว ซึ่งในหมู่นักกฎหมายมีอยู่ 1 คําพูดติดปากคือ "นางฟ้าอยู่ในหลัก ซาตานอยู่ในรายละเอียด" โดย "นางฟ้า" คือ พ.ร.บ. ในการจํากัดสิทธิและเสรีภาพคนที่จะไม่มีรายละเอียดมากนัก ขณะนี้เรามีกฎหมายลูกคือการกําหนดกฎเกณฑ์ วิธีการ เงื่อนไขในการดํารงชีวิตของคน ประมาณ 7,600 ฉบับ จะต้องลดจํานวนลงให้ได้ โดยต้องดูที่กฎหมายลําดับรอง และหากเป็นปัญหาเรื่องข้อกฎหมายที่ต้องแก้ไข จะต้องนําออกมารับฟังความคิดเห็นในระบบกลางทางกฎหมาย และเมื่อผ่านจะนําเข้าสู่ กรอ. ซึ่งถือเป็นภาคเอกชนที่ประสบภัยโดยตรง และ ครม.เพื่ออนุมัติหลักการ นายปกรณ์ ระบุอีกว่า สําหรับตัวชี้วัดว่าสิ่งที่ทํามาถูกทางหรือประสบความสําเร็จนั้น ระยะเวลาการให้บริการของหน่วยงานต่าง ๆ ถือเป็น KPI ที่ชัดเจน ในแต่ละกระบวนงาน KPI ที่กําหนดใหม่ หลังจากที่กฎหมายอํานวยความสะดวกมีผลใช้บังคับ ระยะเวลาในแต่ละเรื่องจะต้องลดลงไม่น้อยกว่า 20-30% พร้อมย้ําว่า ต้องการรีแบรนด์ใหม่สู่การพัฒนาประสิทธิภาพของระบบราชการ แต่ปัจจุบันยังสลัดภาพนี้ไม่หลุด หรือง่ายๆ ว่าต้องเปลี่ยนระบบราชการจากการบริหารตามแท่งที่ยังคงล้างไม่ออก อ่านข่าว : มท.4 แจงปม IP Address เดียวโผล่สมัครสอบท้องถิ่นหลายคน ขออย่าด่วนโยงทุจริต คลังปรับเกณฑ์ "ไทยเที่ยวไทยพลัส - โซลาร์ครัวเรือน" คาดใช้สิทธิ ต.ค.นี้ มหาดไทยเนรเทศ "ชายชาวอิสราเอล" พ้นประเทศ มีพฤติกรรมข่มขู่คนไทย







