- 타이라트 (태국어) — “ไอติม” ดักทาง กกต. สั่งไม่ฟ้องนักการเมืองคดีฮั้ว สว.
“พริษฐ์” ดักทาง กกต. อย่าเอากระบวนการยุติธรรมขั้นศาลมาเป็นข้ออ้างไม่สั่งฟ้องนักการเมือง 21 ราย ย้ำชัดหลักฐานเชื่อมโยงแน่นหนา
- webmaster@thaipbs.or.th — "พริษฐ์" จี้ กกต. มีหน้าที่สั่งฟ้องคดีฮั้ว สว. ไม่ใช่ศาลอย่าตัดสินผิดถูกเอง
วันนี้ (29 ส.ค.2569) นายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เปิดข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับคดีการเลือกสมาชิกวุฒิสภา หรือ คดีฮั้ว สว. ในเวทีผู้นำฝ่ายค้าน หัวข้อ "เจาะลึกหลักฐานคดีโกง สว." โดยตั้งข้อสังเกตถึงการทำหน้าที่ของ กกต. ก่อนถึงกำหนดวันที่ 14 ก.ย.นี้ ซึ่ง กกต.เตรียมพิจารณาว่าจะมีคำสั่งเกี่ยวกับผู้ถูกกล่าวหา 229 คนหรือไม่ นายพริษฐ์ ระบุว่า ผู้ถูกกล่าวหาทั้ง 229 คน มีทั้งรัฐมนตรี สส. และกรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยรวม 21 คน จึงมีข้อกังวลต่อทิศทางการพิจารณา โดยเฉพาะจากคำให้สัมภาษณ์ของนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ซึ่งนายพริษฐ์มองว่า อาจสะท้อนแนวทางที่ทำให้คดีไม่ถูกส่งฟ้องนักการเมืองบางส่วน ย้ำมาตรฐาน "หลักฐานอันควรเชื่อได้" นายพริษฐ์ อธิบายว่า ขั้นตอนของ กกต.แตกต่างจากการพิจารณาคดีของศาล เพราะ กกต.ไม่ได้มีหน้าที่ตัดสินว่าผู้ถูกกล่าวหามีความผิดหรือไม่ แต่ต้องพิจารณาว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตเกิดขึ้นหรือไม่ ดังนั้นจึงไม่ควรนำมาตรฐานการพิสูจน์ความผิดในชั้นศาล มาใช้กับการพิจารณาของ กกต. นายพริษฐ์ ระบุว่า หลักฐานที่ถูกนำเสนอในหลายเวทีก่อนหน้านี้ มีทั้งโพยหรือใบสั่ง ผลคะแนน เส้นทางการเงิน และข้อมูลการติดต่อทางโทรศัพท์ เมื่อนำข้อมูลแต่ละส่วนมาประกอบกัน จะช่วยให้เห็นภาพของกระบวนการที่ถูกกล่าวหาว่า เกี่ยวข้องกับการทุจริตเลือก สว.ได้ชัดเจนขึ้น นายพริษฐ์ ย้ำว่า ข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้มีจุดประสงค์เพื่อชี้ว่าบุคคลใดมีความผิดแล้ว แต่ต้องการเสนอให้ กกต.นำไปตรวจสอบและใช้ประกอบการพิจารณาว่า เข้าข่ายมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ตามกฎหมายหรือไม่ เปิดข้อมูล "พูลแมน" อ้างพบพิกัดโทรศัพท์ 40 สว. หนึ่งในข้อมูลใหม่ที่นายพริษฐ์นำมาเปิดเผย เกี่ยวข้องกับโรงแรมพูลแมน โดยระบุว่า จากข้อมูลพิกัดโทรศัพท์และประวัติการโทรเข้า-ออก พบ สว.จำนวน 40 คน ปรากฏพิกัดอยู่บริเวณโรงแรมพูลแมน เมื่อวันที่ 21 ก.ค.2567 นายพริษฐ์ ระบุว่า สว.ทั้ง 40 คนอยู่ในกลุ่ม 229 คนที่คณะกรรมการชุดที่ 26 มีคำสั่งเกี่ยวกับคดีดังกล่าว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ข้อมูลพิกัดโทรศัพท์ลักษณะนี้น่าจะเป็นข้อมูลที่อยู่ในการครอบครองของ กกต.หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว นายพริษฐ์ ระบุอีกว่า เมื่อประกอบกับหลักฐานประเภทอื่น ทั้งโพย ผลคะแนน และข้อมูลทางการเงิน จะทำให้เกิดคำถามว่า กกต.สามารถปฏิเสธได้หรือไม่ว่า ไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะเชื่อว่ามีกระบวนการทุจริตเกิดขึ้น พร้อมระบุว่า หากหน่วยงานมีข้อมูลดังกล่าวอยู่จริง ก็ควรนำไปพิจารณาประกอบการตัดสินใจว่า จะส่งเรื่องให้ศาลพิจารณาหรือไม่ นายพริษฐ์ ยังเปิดข้อมูลเกี่ยวกับ นายนภินทร ศรีสรรพางค์ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี หลังจากทั้ง 2 ฝ่าย แลกเปลี่ยนข้อมูลกันก่อนหน้านี้ โดยนายพริษฐ์ ระบุว่า มีบางประเด็นที่ได้ข้อยุติแล้ว แต่บางประเด็นยังต้องตรวจสอบเพิ่มเติม ประเด็นหนึ่งคือการปรากฏตัวของบุคคลหลายคน ในห้องทำงานของนายนภินทร รวมถึงความสัมพันธ์กับผู้สมัคร สว.ใน จ.ราชบุรี โดยนายพริษฐ์ ระบุว่า เมื่อตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมพบผู้สมัคร สว. 2 คน คือ น.ส.ภาวนา จาก จ.ราชบุรี ซึ่งนายนภินทรยอมรับว่ารู้จัก และ น.ส.วราภัสร์ จาก จ.เพชรบุรี ซึ่งนายพริษฐ์ระบุว่า ปรากฏชื่อในโพยหลายฉบับ เคยปรากฏตัวที่กระทรวงพาณิชย์ในวันเดียวกับเหตุการณ์ที่ถูกตั้งข้อสังเกต ทั้งนี้ นายพริษฐ์ย้ำว่า การนำข้อมูลดังกล่าวมาเปิดเผย ไม่ได้หมายความว่าบุคคลที่ถูกกล่าวถึงมีความผิด แต่เป็นข้อมูลที่ควรนำไปตรวจสอบเพิ่มเติม "พนิดา" เปิดข้อมูลเครือข่าย สว.อุทัยธานี ด้าน น.ส.พนิดา มงคลสวัสดิ์ สส.สมุทรปราการ พรรคประชาชน เปิดข้อมูลเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่าง สว.อุทัยธานี 4 คน กับนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ รมช.มหาดไทย โดยระบุว่าข้อมูลที่ตรวจสอบประกอบด้วยประวัติการทำงาน บุคคลที่เกี่ยวข้อง และประวัติการติดต่อทางโทรศัพท์ หนึ่งในบุคคลที่ถูกกล่าวถึงคือ นายอลงกต วรกี และอดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดอุทัยธานี ซึ่ง น.ส.พนิดาระบุว่า มีประวัติการโทรศัพท์กับนายเจเศรษฐ์ 31 ครั้ง และโทรศัพท์กับนายชาดา ไทยเศรษฐ์ 3 ครั้ง โดยย้ำว่า การมีประวัติการติดต่อกัน ไม่ได้หมายความว่าเป็นความผิด แต่เป็นข้อมูลที่ใช้สะท้อนความสัมพันธ์ของบุคคลและควรตรวจสอบเพิ่มเติม ส่วน นายสุทนต์ น.ส.พนิดาระบุว่า มีประวัติการโทรศัพท์กับนายเจเศรษฐ์ 7 ครั้ง และมีอีก 1 ครั้งที่ติดต่อกับนายชาดา นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลว่าเป็นเพื่อนร่วมรุ่นหลักสูตร นยปส. รุ่นที่ 13 เช่นเดียวกับนายชาดา สำหรับ น.ส.สายฝน มีข้อมูลเกี่ยวกับผู้ชำนาญการที่ถูกระบุว่า อาจมีความสัมพันธ์กับผู้สมัคร สส.ของพรรคภูมิใจไทย รวมถึงมีประวัติการโทรศัพท์กับนายเจเศรษฐ์ 1 ครั้ง ขณะที่นายวันชัย แม้ไม่มีข้อมูลการโทรศัพท์กับนายเจเศรษฐ์ แต่ น.ส.พนิดาระบุว่า อดีตผู้เชี่ยวชาญของนายวันชัย เคยเป็นคณะทำงานของนายเจเศรษฐ์ อ้างข้อมูลจัดทำโพยและจ่ายเงินเป็นขั้นบันได น.ส.พนิดายังเปิดเผยข้อมูลจากเอกสารบางส่วนที่ระบุว่า บุคคลที่ได้รับเลือกเป็น สว.ใน จ.อุทัยธานี และบุคคลที่เกี่ยวข้อง เคยปรากฏตัวในสถานที่ ซึ่งถูกกล่าวหาว่าใช้จัดทำโพยที่คลองสวนพลู รีสอร์ต จ.พระนครศรีอยุธยา ก่อนการเลือก สว.ระดับประเทศ เธออ้างว่ามีพยานบางคนให้ข้อมูลว่า นายอลงกตกล่าวระหว่างการจัดทำโพยว่า ผู้เข้าร่วมจะมีทั้งคนที่สมหวังและผิดหวัง และหากผู้ใดไม่ได้รับเลือก จะมีการหาตำแหน่งให้ พร้อมระบุว่าจะมีทีมงานเข้ามาดำเนินการตามแผนที่วางไว้ น.ส.พนิดายังอ้างข้อมูลอีกว่า หลังการประชุมจัดทำโพย มีการแจกเงินสดให้ผู้เข้าร่วมคนละ 20,000 บาท พร้อมระบุเงื่อนไขว่า หากผลคะแนนเป็นไปตามโพย จะได้รับเงินเพิ่มอีก 80,000 บาท และหากสามารถทำให้มีผู้ได้รับเลือกเป็น สว.มากกว่า 120 คน จะได้รับเงินเพิ่มอีกคนละ 100,000 บาท ข้อมูลทั้งหมดดังกล่าวเป็นข้อกล่าวอ้าง และข้อมูลที่ผู้เปิดเวทีนำเสนอ ซึ่งยังต้องผ่านการตรวจสอบข้อเท็จจริง และกระบวนการตามกฎหมาย ไม่อาจถือเป็นข้อยุติว่าบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่ถูกกล่าวถึงกระทำความผิดแล้ว จับตา 14 ก.ย. กกต.ชี้ขาดคดี นายพริษฐ์ กล่าวว่า เวทีดังกล่าวถือเป็นหนึ่งในเวทีสำคัญก่อนถึงวันที่ 14 ก.ย. ซึ่ง กกต.กำหนดไว้สำหรับพิจารณาคดีฮั้ว สว. โดยต้องการให้ข้อมูลและหลักฐานต่าง ๆ ที่ปรากฏต่อสาธารณะถูกนำไปพิจารณาอย่างครบถ้วน ประเด็นสำคัญที่ถูกตั้งคำถามจึงอยู่ที่มาตรฐานของ "หลักฐานอันควรเชื่อได้" ว่าจะต้องมีน้ำหนักเพียงใด จึงจะเพียงพอสำหรับการส่งเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของศาล ขณะที่ฝ่ายที่นำข้อมูลมาเปิดเผยยืนยันว่า หลักฐานแต่ละชิ้นอาจมีความหมายแตกต่างกัน แต่เมื่อพิจารณาประกอบกันทั้งระบบ ทั้งโพย ข้อมูลการติดต่อ พิกัดโทรศัพท์ ผลคะแนน และข้อมูลทางการเงิน จะช่วยให้เห็นภาพรวมของข้อกล่าวหาได้มากขึ้น ทั้งนี้ การตัดสินใจของ กกต.ในวันที่ 14 ก.ย. จะเป็นขั้นตอนสำคัญของคดี และข้อมูลที่ถูกนำเสนอในเวทีดังกล่าว จะต้องเข้าสู่กระบวนการตรวจสอบข้อเท็จจริง และการพิจารณาตามกฎหมายต่อไป อ่านข่าว : "เนเน่ รอยัล" ถึงไทยหลังคว้า Golden Buzzer แฟนคลับต้อนรับแน่นสนามบิน อนุ กมธ.แก้สารพิษฯ จี้ตรวจสอบนำเข้าแร่ กระทบน้ำกก-สาย จ.เชียงราย ปฏิบัติการ "สิงห์ปราบ มังกรทมิฬ" ทลายผับจีนเทาไร้ใบอนุญาตย่านห้วยขวาง
- webmaster@thaipbs.or.th — อดีต 3 ผู้นำฝ่ายค้านดักทาง กกต. ปมลอยตัวคดีฮั้ว สว. ก่อน 14 ก.ย.
วันนี้ (29 ส.ค.2569) ในเวทีผู้นำฝ่ายค้าน "การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่นความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ" วงเสวนา "การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น และผลกระทบต่อกลไกตรวจสอบถ่วงดุล" นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะอดีตผู้นำฝ่ายค้าน ได้แสดงความคิดเห็นอย่างเข้มข้น ถึงกระบวนการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) โดยระบุว่า แม้จะมีกระแสข่าวว่าในวันที่ 14 ก.ย.นี้ เรื่องการตรวจสอบการทุจริต สว. อาจถูกทำให้จบลงหรือรอดพ้นกันทั้งหมด แต่ในความเป็นจริงตนเชื่อว่าเรื่องนี้จะไม่จบง่าย ๆ เนื่องจากยังมีข้อมูลและพยานหลักฐานสำคัญอีกจำนวนมาก นายอภิสิทธิ์ ตั้งคำถามถึงบทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) โดยเฉพาะนายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. เกี่ยวกับข้อกำหนดเรื่องพฤติการณ์ส่อทุจริต และการแลกเปลี่ยนคะแนน ซึ่งในอดีตศาลฎีกาเคยมีแนวคำพิพากษาชัดเจนว่า เพียงแค่ผู้สมัครพูดคุยสนทนาผ่านแอปพลิเคชันไลน์ เพื่อจับคู่หรือแลกคะแนนกัน ก็นับเป็นความผิดตาม ม.62 ของกฎหมายว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. แล้ว แต่ในปัจจุบันกลับมีความพยายามเปลี่ยนแนวคิดการตีความเรื่ององค์ประกอบความผิด ให้เน้นเฉพาะกรณีที่มีการเสนอผลประโยชน์หรือเงินทองเท่านั้น นายอภิสิทธิ์ เน้นย้ำว่าหน้าที่ของ กกต. คือการไต่สวนมูลฟ้อง หากมีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการกระทำผิด ก็ต้องส่งเรื่องให้ศาลฎีกาพิจารณา ไม่ใช่การชี้ขาดหรือตัดจบเสียเอง นอกจากนี้ กกต. ยังปฏิเสธที่จะนำข้อมูลพยานหลักฐานสำคัญ รวมถึงข้อมูลทางคดีจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เข้ามารวมในสำนวน ดังนั้น หาก กกต. พยายามทำให้เรื่องนี้เงียบไป เรื่องของ กกต. เองก็จะไม่จบอย่างแน่นอน พร้อมกันนี้ยังเตือนถึงกระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า ต้องระวังไม่ให้เกิดปรากฏการณ์ "ฮั้ว สสร." เพื่อเขียนกติการองรับและรับรองสภาวะอำนาจที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน "หมอชลน่าน" ชี้รัฐธรรมนูญ 60 เปิดช่องฮั้ว สว. ขณะที่ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวถึงกรณีการทุจริตเลือกตั้ง สว. ว่า ส่วนตัวไม่อยากโทษตัวบุคคลหรือ สว.ชุดปัจจุบัน เนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นต้นตอสำคัญที่เปิดช่องและสร้างกลไกให้เกิด สว. ในลักษณะดังกล่าว หากจะพิจารณาแก้ไขปัญหา ต้องมองทั้งเรื่องระบบและตัวคน นพ.ชลน่าน กล่าวต่อว่า มนุษย์ทุกคนอยู่ไม่ถึง 100 ปี ดังนั้น ผู้ที่ทำหน้าที่กำกับดูแลบ้านเมือง หากเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวมและประเทศชาติเป็นหลัก เชื่อว่าทุกอย่างจะสามารถคลี่คลายได้ จึงอยากฝากถึง สว. ชุดปัจจุบัน ให้ใช้อำนาจที่มีอยู่อย่างซื่อสัตย์สุจริต ตามคำปฏิญาณตนเพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ นอกจากนี้ ยังเห็นด้วยกับข้อเสนอของนายอภิสิทธิ์ ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา ควบคู่ไปกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อปิดช่องโหว่ทางกฎหมายโดยเร็ว พร้อมกันนี้ นพ.ชลน่าน เรียกร้องไปยังนายกรัฐมนตรีและผู้ใช้อำนาจรัฐ ให้แสดงความกล้าหาญทางการเมืองในการนำพาประเทศก้าวข้ามวิกฤต ปกป้องคุ้มครองสถาบันหลักและประชาชน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง เพื่อสร้างระบบการเมืองที่สามารถตรวจสอบ และถ่วงดุลได้อย่างแท้จริง "ชัยธวัช" จี้ กกต. ฟ้องยกแผง 229 ราย ปมโกง สว. ด้าน นายชัยธวัช ตุลาธน อดีตผู้นำฝ่ายค้าน กล่าวสนับสนุนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พร้อมเสนอให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราหรือ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ อย่างต่อเนื่อง เพื่อเปิดเวทีอภิปรายถึงปัญหา สว. ให้สังคมได้รับทราบอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้ สังคมไทยจำเป็นต้องพิจารณาอย่างจริงจังว่า ยังมีเหตุผลความจำเป็นใดที่ต้องมีวุฒิสภาอยู่ในระบบรัฐสภาไทย นายชัยธวัช ชี้ว่า สว. ในรูปแบบที่เป็นอยู่นี้ เป็นผลผลิตที่สืบเนื่องมาจากรัฐประหาร พ.ศ.2490 ที่ตั้งใจสร้างองค์กรจากการแต่งตั้ง เพื่อมาควบคุมสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ไม่ได้เป็นสภาที่มีวุฒิภาวะตามที่อ้าง หากไม่สามารถตอบคำถามถึงความจำเป็นของการมีอยู่ได้ ในการร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก็ไม่ควรมีวุฒิสภาอีกต่อไป นอกจากนี้ นายชัยธวัช ตั้งคำถามไปยัง กกต. กรณีการดำเนินคดีกับผู้นำเอกสารสำนวนสอบสวนออกมาเปิดเผยว่า เกิดจากการที่ประชาชนและผู้เกี่ยวข้องทนไม่ได้กับความไม่โปร่งใส ดังนั้น เพื่อสร้างความเชื่อมั่น กกต. ควรส่งฟ้องผู้เกี่ยวข้องกับการทุจริตเลือกตั้ง สว. ทั้ง 229 ราย ต่อศาลฎีกาในวันที่ 14 ก.ย.นี้ โดยนำพยานหลักฐานและเส้นทางการเงินที่ DSI รวบรวมไว้เข้ามารวมในสำนวนให้ครบถ้วน ไม่ใช่เลือกฟ้องเพียงกลุ่มคนจำนวนน้อยหรือละเว้นการดำเนินคดี อ่านข่าว : 3 อดีตผู้นำฝ่ายค้านประสานเสียง เร่งฟื้นความเชื่อมั่นการเมืองไทยก่อนสายเกินแก้ "ณัฐพงษ์" เปิดเวทีผู้นำฝ่ายค้าน ครบรอบ 100 วัน เปิดปม "ระบอบสีน้ำเงิน" โควิดไทยป่วยสะสม 95,357 คน แนวโน้มผู้ป่วยเพิ่ม NB.1.8.1 ยังเป็นสายพันธุ์หลัก
- webmaster@thaipbs.or.th — 3 อดีตผู้นำฝ่ายค้านประสานเสียง เร่งฟื้นความเชื่อมั่นการเมืองไทยก่อนสายเกินแก้
วันนี้ (29 ส.ค.2569) เมื่อเวลา 09.30 น. ที่อาคารรัฐสภา ฝ่ายค้านจัดเสวนาภายใต้หัวข้อ "การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น และผลกระทบต่อกลไกตรวจสอบถ่วงดุล" โดยมี 3 อดีตผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ได้แก่ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์, นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว อดีตหัวหน้าพรรคเพื่อไทย รวมถึง นายชัยธวัช ตุลาธน อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล เข้าร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองต่อสถานการณ์ทางการเมืองในปัจจุบัน ในวงเสวนา ทั้ง 3 คนได้สะท้อนถึงโครงสร้างการเมืองไทย ที่กำลังเผชิญวิกฤตศรัทธาอย่างหนัก จากการที่กลไกการตรวจสอบถ่วงดุลตามรัฐธรรมนูญไร้ประสิทธิภาพ และขาดความเป็นกลาง โดยเฉพาะบทบาทของสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และองค์กรอิสระที่ถูกตั้งข้อสงสัยว่า ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลทางการเมือง ส่งผลให้ประชาชนเกิดความคลางแคลงใจต่อกระบวนการยุติธรรมและระบบประชาธิปไตยของประเทศ "อภิสิทธิ์" ยอมรับกังวลบ้านเมือง แต่ไม่กังวลทำหน้าที่ฝ่ายค้าน นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ขอให้กำลังใจผู้ที่ทำหน้าที่ฝ่ายค้าน เพราะในมุมมองของตน การจะพิจารณาว่าประเทศใดเป็นประชาธิปไตยหรือไม่ ไม่ได้ดูเพียงว่ามีรัฐบาลหรือไม่ แต่ต้องดูด้วยว่ามีฝ่ายค้านหรือไม่ เพราะหากไม่มีฝ่ายค้านย่อมหมายถึงการรวบอำนาจ พร้อมยอมรับว่า สถานการณ์บ้านเมืองและระบบการเมืองในปัจจุบันทำให้มีความกังวล โดยเฉพาะปัญหาการรวบอำนาจจากเสียงข้างมากในสภา พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า ระบบรัฐสภาของไทยแตกต่างจากหลายประเทศ ซึ่งโดยทั่วไปจะมีการแยกประเด็นในการลงมติ โดยเฉพาะเรื่องสำคัญ เช่น งบประมาณหรือการลงมติไม่ไว้วางใจ ที่อาจต้องขีดเส้นใต้เป็นกรณีพิเศษว่า สส.รัฐบาลต้องลงมติตามแนวทางของรัฐบาล อย่างไรก็ตาม ในประเด็นกฎหมายทั่วไป นายอภิสิทธิ์เห็นว่า สส.ควรมีพื้นที่ในการใช้ดุลยพินิจ หากเห็นต่างจากรัฐบาลหรือเห็นด้วยกับฝ่ายค้าน ไม่จำเป็นต้องถูกบังคับให้ลงคะแนนตามมติพรรคทุกครั้ง เพราะคุณค่าของฝ่ายค้านคือการสะท้อนความเห็นที่แตกต่าง และทำให้สังคมเห็นว่าปัญหาหนึ่งเรื่องสามารถมีได้หลายมุมมอง นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงการนำกลไกตรวจสอบและถ่วงดุลออกไปอยู่นอกสภา โดยเฉพาะการจัดตั้งองค์กรอิสระ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาการตรวจสอบนักการเมืองด้วยกันเอง ที่อาจไม่เพียงพอ และหวังให้องค์กรเหล่านี้มีความเป็นอิสระและเป็นกลาง แต่ปัญหาคือการพยายามทำให้องค์กรอิสระยึดโยงกับประชาชนผ่านวุฒิสภา กลับทำให้เกิดข้อกังวลเรื่องความเป็นกลาง เพราะในหลายยุควุฒิสภาอาจไม่ได้ทำหน้าที่เป็นกลางอย่างที่คาดหวัง และอาจเกิดการสร้างเครือข่ายทางอำนาจ จนปัจจุบันขยายไปถึงประเด็นในกระบวนการยุติธรรม ทำให้การตรวจสอบอำนาจทำได้ยากขึ้น สำหรับกรณีที่ตนกล่าวถึงบนเวทีสัมมนาก่อนหน้านี้ว่า หากพรรคการเมืองสามารถยึดวุฒิสภาและเข้ามาเป็นรัฐบาล ขณะที่วุฒิสภาส่งบุคคลเข้าไปอยู่ในองค์กรอิสระ ก็อาจเกิดสถานการณ์ที่รัฐบาลทำผิดแต่ไม่ถูกตรวจสอบ และไม่สามารถตรวจสอบองค์กรอิสระได้ นายอภิสิทธิ์ย้ำว่า เป็นเพียงเหตุการณ์สมมุติที่ตั้งขึ้นเพื่อชวนให้คิดถึงปัญหาเชิงระบบ ไม่ใช่การกล่าวหาว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริง นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงกรณีที่นายศุภชัย ใจสมุทร ออกมาตอบโต้ประเด็นดังกล่าว พร้อมพูดเชิงหยอกล้อว่าไม่ทราบว่าอีกฝ่าย "ไปกินอะไรมาหรือไม่" และหากต้องการก็อยากช่วยให้ "ท้องเย็น" ลง นายอภิสิทธิ์ย้ำว่า แม้จะมีความกังวลต่อสถานการณ์บ้านเมือง แต่ไม่ได้กังวลต่อการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน เพราะเครื่องมือที่มีอยู่ตามกฎหมายและสิทธิที่รัฐธรรมนูญรับรองยังสามารถนำมาใช้ได้ พร้อมยกประสบการณ์ในอดีตว่า พรรคประชาธิปัตย์เคยต้องต่อสู้ทางการเมืองอย่างเสียเปรียบ ทั้งการดำเนินการกับ กกต. ป.ป.ช. และการเผชิญหน้ากับตำรวจ แต่ท้ายที่สุดหลายเหตุการณ์กลับนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงได้ จึงไม่ควรกังวลว่าการใช้เครื่องมือครั้งแรกแล้วไม่ได้ผล จะหมายความว่าการตรวจสอบไม่มีทางสำเร็จ นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงนายชวน หลีกภัย อดีตผู้นำฝ่ายค้านและอดีตนายกรัฐมนตรี ซึ่งเคยให้กำลังใจตน ในช่วงเริ่มต้นทำงานการเมือง โดยย้ำหลักคิดว่าไม่มีใครสามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืนบนความไม่ถูกต้องหรือความไม่ยุติธรรม แนวคิดดังกล่าวจึงเป็นสิ่งที่นายอภิสิทธิ์ยึดถือมาตลอด "ชลน่าน" ชี้ระบบถ่วงดุลอ่อนแอทำวิกฤตศรัทธารุนแรงขึ้น ด้าน นพ.ชลน่าน กล่าวว่า ก่อนเข้าร่วมเวทีได้แจ้งพรรคเพื่อไทยให้ทราบ เนื่องจากยังเป็นสมาชิกพรรค แม้ไม่ได้ดำรงตำแหน่งบริหารพรรค และยืนยันว่าการมาร่วมเวทีครั้งนี้ไม่ได้เกิดจากมติพรรค โดยพรรคไม่ได้ห้ามหรือปิดกั้น เพียงแต่มีความกังวลว่าการแสดงความคิดเห็น อาจกระทบต่อการทำงานของพรรค ซึ่งเป็นหนึ่งในพรรคร่วมรัฐบาล นพ.ชลน่าน ระบุว่า การตัดสินใจมาร่วมเวทีส่วนหนึ่งมาจากการที่เป็นเวทีของผู้นำฝ่ายค้าน และมีนายอภิสิทธิ์เข้าร่วม ซึ่งทำให้เห็นโอกาสในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น เพื่อช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการเมือง เขามองว่า ระบบการเมืองต้องแบ่งแยกอำนาจ แต่ทุกอำนาจต้องสามารถตรวจสอบและถ่วงดุลกันได้ หากกลไกตรวจสอบอ่อนแอหรือถูกทำให้ไร้ประสิทธิภาพ เพื่อผลประโยชน์ของคนบางกลุ่ม ย่อมยิ่งทำให้วิกฤตความเชื่อมั่นพัฒนาไปสู่ "วิกฤตศรัทธา" และอาจถูกนำไปใช้เป็นเหตุผลในการเปลี่ยนแปลงระบบ ดังนั้น การแก้ปัญหาจึงไม่สามารถแก้เพียงจุดใดจุดหนึ่ง แต่ต้องพิจารณาทั้งระบบ นพ.ชลน่าน กล่าวต่อว่า ทั้งการเข้าสู่อำนาจ การใช้อำนาจ และการตรวจสอบอำนาจ ล้วนเป็นจุดที่กำลังเผชิญวิกฤต จึงไม่แปลกที่สังคมจะตั้งคำถามต่อที่มาของอำนาจของ สส. สว. องค์กรอิสระ และองค์กรตุลาการ แม้ประชาชนหรือฝ่ายการเมืองบางส่วน อาจไม่มีอำนาจโดยตรงในการเข้าไปตรวจสอบ แต่ทุกองค์กรที่มีอำนาจต้องอยู่ภายใต้หลักการตรวจสอบและถ่วงดุล นพ.ชลน่าน ยังกล่าวถึงการสร้างฐานเสียงทางการเมือง โดยมองว่าการบริหารจัดการ และการสร้างสภาพแวดล้อมทางการเมือง อาจมีความสำคัญมากกว่าการแข่งขันเฉพาะในวันเลือกตั้ง พร้อมเปรียบเทียบถึงกรณีที่กลุ่มหนึ่งมีฐานเสียงจำนวนมาก แต่หากอีกกลุ่มมีการจัดการ และบริหารฐานคะแนนอย่างเป็นระบบ ก็สามารถเอาชนะได้ เขาเรียกกลยุทธ์ดังกล่าวเชิงเปรียบเปรยว่า หากผู้ที่ใช้ความสามารถในการวางแผนเช่นนี้เป็น "โจร" ก็อาจเรียกว่า "โจรสมองเพชร" เพราะมีความสามารถในการวางยุทธศาสตร์อย่างลึกซึ้ง พร้อมระบุว่า หากความสามารถดังกล่าวถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์ของประเทศ ก็สามารถสร้างความเจริญให้บ้านเมืองได้ "ชัยธวัช" เทียบ กกต. คดียุบก้าวไกลกับคดีฮั้ว สว. นายชัยธวัช กล่าวว่า ประเด็นที่กังวลคือกลไกของสภาและองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบถ่วงดุล โดยเฉพาะกรณีการกล่าวหาว่าล้มล้างการปกครอง ซึ่งทำให้เขานึกถึงกรณี กกต.ดำเนินการยุบพรรคก้าวไกลจากกรณีการหาเสียงเสนอแก้ไขมาตรา 112 นายชัยธวัช มองว่า กระบวนการดังกล่าวแตกต่างอย่างมากกับคดีฮั้วเลือก สว. เพราะในกรณีของพรรคก้าวไกล กกต.ชุดใหญ่ดำเนินการโดยไม่รอความเห็นหรือสำนวนจากคณะไต่สวน และสืบสวนของตนเอง โดยให้เหตุผลว่ามีข้อเท็จจริงปรากฏแล้ว จึงสามารถพิจารณาและส่งเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ เขาจึงตั้งคำถามกลับว่า หากกรณีฮั้ว สว.มีข้อเท็จจริงปรากฏเช่นกัน เหตุใดกระบวนการจึงใช้เวลานาน พร้อมระบุว่าจะจับตาการดำเนินการในวันที่ 14 ก.ย. นายชัยธวัช กล่าวว่า แนวคิดเรื่ององค์กรอิสระเริ่มมีความชัดเจนจากรัฐธรรมนูญปี 2540 ซึ่งเกิดขึ้นจากความหวังในการปฏิรูปการเมือง และสร้างกลไกตรวจสอบการใช้อำนาจ โดยมีแนวคิดสำคัญคือ "ปิดทุจริต เปิดประสิทธิภาพ" แต่เมื่อเวลาผ่านไป กลับพบปัญหาการใช้อำนาจอย่างฉ้อฉล และเกิดคำถามเพิ่มเติมว่าองค์กรที่ถูกออกแบบมาเพื่อตรวจสอบการใช้อำนาจ กลับอาจถูกตั้งคำถามเรื่องการใช้อำนาจเสียเอง เขามองว่า ประสบการณ์ตั้งแต่รัฐประหารปี 2549 จนถึงรัฐประหารปี 2557 และต่อเนื่องมาถึงปัจจุบัน ทำให้สังคมควรตระหนักว่า ผู้ใช้อำนาจที่สร้างปัญหาไม่ได้มีเฉพาะนักการเมืองจากการเลือกตั้ง แต่รวมถึงผู้มีอำนาจในองค์กรต่าง ๆ และผู้มีอำนาจที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งด้วย นายชัยธวัช กล่าวว่า ตนกังวลเรื่องนี้มานานตั้งแต่รัฐประหารปี 2557 และการมีรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งกำหนดให้ สว.ชุดแรกมาจากการแต่งตั้ง และมีอำนาจในการเลือกองค์กรอิสระ รวมถึงมีบทบาทในการเลือกนายกรัฐมนตรี จึงตั้งคำถามว่าทำไมสังคมเพิ่งเริ่มตระหนักถึงปัญหา เมื่อเกิดข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตเลือก สว. ทั้งที่ในอดีตเคยมีการแต่งตั้ง สว.โดยตรงอยู่แล้ว นายชัยธวัช มองว่า ปัญหาฮั้ว สว.ไม่ได้เป็นเพียงวิกฤตของกลไกตรวจสอบถ่วงดุล แต่สะท้อนวิกฤตของระบอบประชาธิปไตย และเป็นสิ่งที่เขาเรียกว่า "ระบอบสีน้ำเงิน" ซึ่งเป็นพัฒนาการของโครงสร้างอำนาจทางการเมืองหลังรัฐประหารปี 2557 และรัฐธรรมนูญปี 2560 เขากล่าวว่า องค์กรอิสระ ศาลรัฐธรรมนูญ และ สว. ตามโครงสร้างที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหาร ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงตรวจสอบและถ่วงดุลฝ่ายการเมือง แต่ถูกออกแบบให้มีบทบาทกำกับและควบคุมสภาผู้แทนราษฎรและฝ่ายบริหารที่มาจากการเลือกตั้ง นายชัยธวัช ยังยกกรณีการทำงานของ ป.ป.ช. และศาลรัฐธรรมนูญ มาเป็นตัวอย่างในเชิงตั้งคำถามว่า กลไกเหล่านี้อาจถูกมองว่าทำงานแตกต่างกันไป ตามความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจ โดยกล่าวถึงกรณีนักการเมืองที่เคยอยู่ในฝ่ายอำนาจ แล้วถูกดำเนินคดีภายหลังเปลี่ยนขั้วทางการเมือง นายชัยธวัช กล่าวว่า แม้ สว.ในปัจจุบันจะไม่มีอำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีเหมือน สว.ตามบทเฉพาะกาลในช่วงแรก แต่ยังมีบทบาทสำคัญในการเลือกองค์กรอิสระ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ จึงยังถือเป็นแกนกลางของโครงสร้างอำนาจที่เขาเรียกว่า "ระบอบสีน้ำเงิน" เขากล่าวหาว่ามีความพยายามสร้างเสียงข้างมากใน สว.อย่างเป็นระบบ เพื่อรักษาโครงสร้างอำนาจดังกล่าว และอ้างถึงข้อความที่ว่า "เราทำเพื่อข้างบน" ในบริบทของข้อกล่าวหาเรื่องการเลือก สว. "หากไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ จะส่งผลกระทบต่อระบอบประชาธิปไตย และต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พร้อมเรียกร้องให้สังคมทบทวนโครงสร้างรัฐธรรมนูญและกลไกตรวจสอบอำนาจโดยรวม" นายชัยธวัช กล่าว "อภิสิทธิ์" โต้ "ชลน่าน" เรื่องแมว-หมา ย้ำต้องอยู่กับความจริง ช่วงท้าย นายอภิสิทธิ์ขอใช้สิทธิพาดพิง หลัง นพ.ชลน่านกล่าวถึงความสามารถของพรรคประชาธิปัตย์ในอดีต ในการสร้างความเชื่อมั่นทางการเมือง โดยยกตัวอย่างเชิงเปรียบเทียบว่า สามารถทำให้สิ่งที่เป็น "หมา" กลายเป็น "แมว" ในสายตาของสังคมได้ นายอภิสิทธิ์ กล่าวติดตลกว่า พรรคประชาธิปัตย์เตรียมจัดงาน "Homecoming" ในเดือนตุลาคม เพื่อรวบรวมอดีตสมาชิกและศิษย์เก่าของพรรค เนื่องในโอกาสครบรอบ 80 ปี พร้อมชี้แจงว่า ในอดีตฝ่ายค้านมีข้อจำกัดด้านเครื่องมือสื่อสาร เพราะรัฐบาลเป็นฝ่ายควบคุมกลไกการสื่อสารส่วนใหญ่ หน้าที่ของฝ่ายค้าน จึงต้องใช้ความสามารถในการอภิปรายในสภา เพื่อทำให้ประชาชนเห็นข้อเท็จจริงอีกด้าน ก่อนกล่าวทิ้งท้ายโดยอ้างถ้อยคำว่า "สัจจัง เว อมตา วาจา" พร้อมย้ำว่า การเมืองจำเป็นต้องอยู่บนพื้นฐานของความจริง ซึ่งเป็นหลักสำคัญของการทำหน้าที่ฝ่ายค้านและการตรวจสอบอำนาจในระบอบประชาธิปไตย อ่านข่าว : "ณัฐพงษ์" เปิดเวทีผู้นำฝ่ายค้าน ครบรอบ 100 วัน เปิดปม "ระบอบสีน้ำเงิน" โควิดไทยป่วยสะสม 95,357 คน แนวโน้มผู้ป่วยเพิ่ม NB.1.8.1 ยังเป็นสายพันธุ์หลัก ผู้ว่าฯ กทม.ตรวจสอบเหตุไฟไหม้คลองถมเซ็นเตอร์ เตือนห้ามเข้าอาคาร หวั่นโครงสร้างถล่ม
- webmaster@thaipbs.or.th — "ณัฐพงษ์" เปิดเวทีผู้นำฝ่ายค้าน ครบรอบ 100 วัน เปิดปม "ระบอบสีน้ำเงิน"
วันนี้ (29 ส.ค.2569) นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวเปิดเวทีผู้นำฝ่ายค้านในหัวข้อ "การเมืองไทยในวิกฤตความเชื่อมั่น : ความจริงที่สังคมต้องการคำตอบ" โดยระบุว่า งานดังกล่าวจัดขึ้นตรงกับวาระครบรอบ 100 วันพอดี นับตั้งแต่ตนเองออกมาสื่อสารต่อสาธารณชนเกี่ยวกับ "ระบอบสีน้ำเงิน" ซึ่งวิกฤตศรัทธาทางการเมืองที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการตรวจสอบและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ผู้นำฝ่ายค้านให้นิยามคำว่า "ระบอบสีน้ำเงิน" อย่างชัดเจนว่า เป็นรูปแบบหนึ่งของ "ระบอบอำนาจนิยมที่ไม่ได้มีความเป็นประชาธิปไตย" เนื่องจากระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงต้องมีกลไกการถ่วงดุลตรวจสอบที่ยึดโยงกับประชาชน แต่ในปัจจุบันกลับพบว่าองค์กรอิสระต่าง ๆ มีที่มาจากการแต่งตั้งของ สว. ที่อาจผ่านกระบวนการจัดตั้งหรือทุจริตเข้ามา ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับพรรคการเมืองที่เป็นแกนนำรัฐบาล สะท้อนให้เห็นว่าระบอบสีน้ำเงินกำลังแผ่อิทธิพลกินรวบประเทศอยู่ในขณะนี้ ชี้ "ฮั้ว สว." จุดเริ่มต้นของปัญหา นายณัฐพงษ์ อ้างอิงถึงการแสดงความคิดเห็นของ พ.ต.อ.ทวี สอดส่อง ในเวทีผู้นำฝ่ายค้านครั้งก่อน รวมถึงหนังสือที่นำมาแสดงในเวทีดังกล่าว ซึ่งชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า กระบวนการโกงและฮั้วเลือกตั้ง สว. คือจุดเริ่มต้นของการกินรวบอำนาจทั่วประเทศ ดังนั้น เวทีผู้นำฝ่ายค้านและอดีตผู้นำฝ่ายค้านในสภาฯ ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลในปัจจุบัน จึงถือเป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะร่วมกันส่งเสียงเรียกร้องระบบการเมืองที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง และหยุดยั้งระบอบอำนาจนิยม ที่มีคนเพียงบางกลุ่มเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ ทั้งนี้ มีนักวิเคราะห์ทางการเมืองหลายฝ่ายมองว่า การเอาผิดผู้กระทำผิดในกระบวนการฮั้วเลือก สว. เป็นเรื่องที่ทำได้ยากหรือแทบเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหญ่ จำนวน 4 ใน 7 คน ได้รับการคัดเลือกมาจาก สว. ชุดปัจจุบัน และบางส่วนยังมีชื่ออยู่ในสำนวนที่จะถูกสั่งฟ้อง ทำให้เกิดภาวะผลประโยชน์ทับซ้อนอย่างรุนแรงในการใช้อำนาจตรวจสอบ ปลุกกระแสเปลี่ยน "เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ให้ปฏิเสธไม่ได้" แม้จะมีความท้าทายในเชิงโครงสร้าง แต่นายณัฐพงษ์ ยืนยันว่า บทบาทของนักการเมืองคือการเข้ามาผลักดันสังคมให้เดินหน้า และเปลี่ยนสิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ให้กลายเป็นสิ่งที่ผู้มีอำนาจไม่สามารถปฏิเสธได้ การทำงานทางการเมืองหากยึดติดอยู่เพียงกรอบกฎหมายเดิม ๆ สังคมจะไม่สามารถพัฒนาก้าวหน้าไปไหนได้ การจัดเวทีลักษณะนี้อย่างต่อเนื่องจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างแรงขับเคลื่อนทางสังคม ในส่วนของข้อกฎหมาย ผู้นำฝ่ายค้านเน้นย้ำว่า หน้าที่ของ กกต. ไม่ใช่การชี้ผิดหรือชี้ถูก แต่กฎหมายกำหนดไว้อย่างชัดเจนว่า หากมีเหตุอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริตการเลือกตั้ง สว. เกิดขึ้น กกต. มีหน้าที่ต้องส่งสำนวนต่อไปยังศาลฎีกาเพื่อพิจารณาลงโทษ การที่ กกต. เลื่อนการพิจารณาออกไปเป็นวันที่ 14 ก.ย.นี้ จึงเป็นโอกาสสำคัญที่ทุกภาคส่วน จะใช้เวทีสาธารณะกระตุ้นเตือนและสร้างแรงกดดัน ให้ กกต. ปฏิบัติตามหน้าที่อย่างเที่ยงธรรม อ่านข่าว : โควิดไทยป่วยสะสม 95,357 คน แนวโน้มผู้ป่วยเพิ่ม NB.1.8.1 ยังเป็นสายพันธุ์หลัก ผู้ว่าฯ กทม.ตรวจสอบเหตุไฟไหม้คลองถมเซ็นเตอร์ เตือนห้ามเข้าอาคาร หวั่นโครงสร้างถล่ม ก.ตร.เคาะโผแต่งตั้งตำรวจ 163 ตำแหน่ง ขยับ รอง ผบ.ตร.-ผบช.-ผบก.